
กล่องต้นไม้กล่องหนึ่งอาจถูกแพ็คเรียบร้อย ชั่งน้ำหนักแล้ว และวางรออยู่ที่ท่าขนถ่ายสินค้า แต่ก็ยังบินไม่ได้ เพียงเพราะคำคำเดียวในเอกสารยังไม่ถูกต้อง การขนส่งต้นไม้นั้นมีเอกสารประกอบเยอะกว่าสินค้าเกือบทุกอย่างที่ออกจากสนามบิน และคำที่ใช้ในเอกสารเหล่านั้นก็ไม่สามารถใช้แทนกันได้ ใบรับรองสุขอนามัยพืช (phytosanitary certificate) ไม่ใช่ใบอนุญาตนำเข้า เอกสาร CITES ก็ไม่ใช่รหัสศุลกากร การสับสนปนเปกันระหว่างเอกสารเหล่านี้ คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้สินค้าประเภทต้นไม้ต้องตกค้างอยู่ที่ชายแดน แทนที่จะเคลื่อนผ่านไปได้อย่างราบรื่น
Dragon Courier ผู้ให้บริการขนส่งจากกรุงเทพฯ และเป็นผู้ส่งออกต้นไม้มีชีวิตอันดับหนึ่งของไทย เป็นคนจัดทำเอกสารชุดนี้ทุกครั้งที่ส่งออกต้นไม้แต่ละล็อต ต่อไปนี้คือความหมายจริง ๆ ของแต่ละคำศัพท์ อธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย จัดกลุ่มตามจุดในกระบวนการส่งออกที่คำนั้น ๆ มีความสำคัญ ส่วนขั้นตอนทั้งหมดแบบละเอียดทีละสเต็ป สามารถอ่านได้ในคู่มือของ Dragon Courier ว่าด้วยการส่งออกต้นไม้มีชีวิตจากประเทศไทย
เอกสารต่าง ๆ ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่อยู่ในประเทศไทย
ใบรับรองสุขอนามัยพืช หรือ phytosanitary certificate ก็คือ เอกสารทางการที่หน่วยงานคุ้มครองพันธุ์พืชแห่งชาติออกให้ เพื่อยืนยันว่าสินค้าพืชที่จะส่งออกนั้น เป็นไปตามข้อกำหนดเรื่องศัตรูพืชและโรคพืชของประเทศปลายทาง ก่อนที่สินค้าจะออกจากประเทศต้นทาง ส่วนมาตรฐานที่กำหนดว่าเอกสารฉบับนี้ต้องมีเนื้อหาอะไรบ้าง ก็มาจากอนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพันธุ์พืชระหว่างประเทศ หรือ International Plant Protection Convention ซึ่งระบุไว้ใน International Standard for Phytosanitary Measures No. 12 (ippc.int)
ในประเทศไทย หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ก็คือ กรมวิชาการเกษตร โดยการยื่นขอใบรับรองจะทำผ่านระบบ e-Phyto ขั้นตอนก็คือ ต้องลงทะเบียนในระบบ National Single Window ที่เว็บไซต์ nsw.doa.go.th ยื่นแบบฟอร์ม พ.ษ.7 แล้วนำต้นไม้เข้ารับการตรวจสอบ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจและออกใบรับรองสุขอนามัยพืชเพื่อการส่งออก ของกรมวิชาการเกษตร ตามที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ thailand.go.th เมื่อได้ใบรับรองกลับมาแล้ว ใบนี้จะต้องติดไปพร้อมกับพัสดุด้วย เพราะถ้าไม่มีใบรับรองนี้ ประเทศปลายทางส่วนใหญ่จะปฏิเสธไม่รับพัสดุนั้นทันที ทาง Dragon Courier จะเป็นผู้ดำเนินการขอใบรับรองนี้ให้ในทุกการส่งต้นไม้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายสำหรับการส่งไปยังสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ดังนั้นเรื่องเอกสารส่วนนี้ลูกค้าจึงไม่ต้องมาปวดหัวเองเลย
รหัสศุลกากรที่ใช้จำแนกว่าจริง ๆ แล้วในกล่องมีอะไรอยู่ข้างในนั้น เป็นคนละเรื่องกับเอกสารด้านศัตรูพืชโดยสิ้นเชิง พืชมีชีวิตจะถูกจัดอยู่ใน Chapter 6 ของ Harmonized System ซึ่งเป็นระบบจำแนกประเภทสินค้าสากล "goods (including seedling vegetables) of a kind commonly supplied by nursery gardeners or florists for planting or for ornamental use" (Harmonized System, trade.gov) หน่วยงานศุลกากรทั้งฝั่งต้นทางและปลายทางจะใช้รหัสนี้เพื่อส่งสินค้าไปเข้าคิวตรวจสอบที่ถูกต้อง ซึ่งแยกออกจากการตรวจสอบเรื่องศัตรูพืชและโรคพืชที่ใบรับรองสุขอนามัยพืชครอบคลุมอยู่
กฎที่ใช้ตัดสินว่าจะให้เข้าฝั่งตรงข้ามได้หรือไม่
ใบอนุญาตนำเข้า (import permit) คือการอนุญาตของประเทศปลายทางเอง ออกโดยรัฐบาลของประเทศนั้น แยกต่างหากจากสิ่งที่ประเทศไทยเซ็นรับรองใด ๆ ทั้งสิ้น ตามมาตรฐาน ISPM No. 5 ซึ่งเป็นอภิธานศัพท์ด้านสุขอนามัยพืชของ IPPC ได้ให้คำนิยามไว้ว่าเป็น
ISPM ฉบับที่ 5 ได้ให้คำนิยามของใบอนุญาตนำเข้า (import permit) ไว้ว่า คือเอกสารทางการที่อนุญาตให้นำเข้าสินค้าชนิดหนึ่ง ๆ ได้ ตามข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืชสำหรับการนำเข้าที่ระบุไว้โดยเฉพาะ
ที่มา: Glossary of Phytosanitary Terms, ISPM No. 5, ippc.int
สำหรับตลาดสหรัฐฯ พืชที่นำเข้ามาเพื่อปลูกส่วนใหญ่ต้องใช้แบบฟอร์ม PPQ 587 ซึ่งยื่นผ่านระบบ APHIS eFile portal โดยหนึ่งใบคำขอจะครอบคลุมสินค้าหรือรายการได้สูงสุดถึง 500 รายการภายใต้หมายเลขอ้างอิงเดียว ตัวพอร์ทัลเองก็เตือนไว้ว่ากระบวนการอนุมัตินี้อาจใช้เวลานานกว่า 30 วันที่แจ้งผู้นำเข้าไว้ บางครั้งอาจยืดไปเกือบสองเดือนเลยทีเดียว ในส่วนของ Dragon Courier นั้น ทางบริษัทมีใบอนุญาตนำเข้าที่ครอบคลุมพืชในรายการของตนสำหรับทุกตลาดที่ให้บริการอยู่แล้ว ดังนั้นลูกค้าที่ส่งผ่าน Dragon Courier จึงไม่ต้องยื่นแบบฟอร์มนี้อีก
ไซเตส หรือ CITES เป็นเอกสารอีกชุดหนึ่งที่ต้องมีควบคู่ไปกับใบอนุญาตนำเข้า แต่จะใช้ก็ต่อเมื่อเป็นสายพันธุ์ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีของ CITES เท่านั้น และใช้เฉพาะกับตลาดที่ Dragon Courier ส่งต้นไม้มีชีวิตไปเท่านั้นเช่นกัน บัญชีที่ 1 หรือ Appendix I ครอบคลุมสายพันธุ์ "threatened with extinction," ซึ่งจะอนุญาตให้ค้าขายได้ก็เฉพาะในกรณีพิเศษจริง ๆ เท่านั้น ส่วนบัญชีที่ 2 หรือ Appendix II นั้นครอบคลุมสายพันธุ์ที่ยังไม่ถึงขั้นใกล้สูญพันธุ์ แต่มีความเสี่ยงว่าจะกลายเป็นแบบนั้นได้ถ้าปล่อยให้ค้าขายกันแบบไม่มีการควบคุม ซึ่งกล้วยไม้เกือบทุกชนิดที่ซื้อขายกันในเชิงพาณิชย์ก็อยู่ในบัญชีนี้แหละ ในขณะที่บัญชีที่ 3 หรือ Appendix III นั้นแคบลงไปอีก คือเป็นสายพันธุ์ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งคุ้มครองอยู่แล้วและขึ้นบัญชีไว้ เพื่อให้รัฐบาลประเทศอื่น ๆ ช่วยกันบังคับใช้กฎหมายด้วย (อ้างอิงจาก The CITES Appendices, cites.org) โดยทั่วไปแล้วการส่งของที่อยู่ในบัญชี Appendix II จะต้องใช้แค่ใบอนุญาตส่งออกของประเทศไทยก็พอ แต่ถ้าเป็น Appendix I จะต้องมีใบอนุญาตนำเข้าจากหน่วยงานด้านสัตว์ป่าของประเทศปลายทางเพิ่มเข้ามาอีกด้วย ทาง Dragon Courier จะจัดทำเอกสาร CITES ให้ฟรีสำหรับตลาดหลัก ๆ อย่างสหรัฐอเมริกา ส่วนปลายทางอื่นก็สามารถขอให้ทางเราจัดการให้ได้เช่นกัน
พืชบางชนิดที่นำเข้ามาในสหรัฐอเมริกา จะถูกกักไว้เพื่อทำการกักกันโรคหลังการนำเข้า (post-entry quarantine) แม้ว่าศุลกากรจะตรวจเอกสารผ่านเรียบร้อยแล้วก็ตาม โดย APHIS ได้ให้คำนิยามไว้ว่า
APHIS ให้คำจำกัดความของ post-entry quarantine ว่า คือ ช่วงระยะเวลาที่มีการตรวจสอบและกักกันการเจริญเติบโตของพืชบางชนิดที่นำเข้ามาเพื่อการเพาะปลูก หลังจากที่พืชเหล่านั้นผ่านเข้ามาทางด่านนำเข้าแล้ว โดยมีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบว่าพืชเหล่านั้นติดเชื้อหรือมีศัตรูพืชกักกันติดมาด้วยหรือไม่
ที่มา: Postentry Quarantine, aphis.usda.gov
มาตรการกักกันนี้ ใช้เฉพาะกับพืชกลุ่มเสี่ยงสูงบางชนิดที่ระบุชื่อไว้ใน Plants for Planting Manual เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมการขนส่งทุกรายการ และในกรณีที่เข้าเงื่อนไขนี้ ระยะเวลาปลูกโดยทั่วไปจะอยู่ที่สองปี ตามที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบ 7 CFR 319.37-23 ส่วนเมล็ดพันธุ์นั้นได้รับการยกเว้นไม่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการนี้
การซื้อต้นไม้จากร้านต้นไม้ต่างประเทศทางออนไลน์นั้น ไม่ได้ทำให้เรื่องเอกสารพวกนี้กลายเป็นภาระของผู้ขายแต่อย่างใด เพราะหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ หรือ U.S. Customs and Border Protection ผูกความรับผิดชอบเรื่องการนำเข้าไว้กับ importer of record ซึ่งก็คือฝ่ายที่ต้องดูแลให้การแจ้งนำเข้าถูกต้อง และเป็นผู้ชำระภาษีอากรกับค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น (อ้างอิงจาก Importer Numbers, help.cbp.gov) ถ้าเป็นผู้ซื้อรายบุคคลที่สั่งซื้อเองโดยตรง แล้วดำเนินการเคลียร์ของผ่านศุลกากรด้วยตัวเอง คนคนนั้นแหละที่จะกลายเป็น importer of record ของพัสดุกล่องนั้น แต่สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการส่งออกต้นไม้ของ Dragon Courier จะไม่ต้องมารับบทบาทนี้เลย เพราะเรื่องใบอนุญาต ใบรับรองต่าง ๆ รวมถึงการแจ้งศุลกากร ทางบริการจะจัดการให้เป็นส่วนหนึ่งของบริการอยู่แล้ว
สิ่งที่ผู้ตรวจสอบกำลังตรวจสอบอยู่จริง ๆ
Bare-root คือคำที่ใช้เรียกต้นไม้ที่จัดส่งโดยไม่มีดิน ทราย หรือวัสดุปลูกอื่น ๆ ห่อหุ้มรากเอาไว้เลย ปกติแล้วจะห่อรากด้วยวัสดุชื้น ๆ เพื่อไม่ให้รากแห้งระหว่างการขนส่ง เหตุผลที่ทำแบบนี้เป็นเรื่องของกฎระเบียบ ไม่ใช่เรื่องความสวยงามแต่อย่างใด เพราะดินถือเป็นสิ่งที่ถูกห้ามนำเข้าสหรัฐอเมริกาแยกต่างหาก และถูกควบคุมภายใต้กฎกักกันโรคของตัวมันเอง ทั้งนี้เพราะตามข้อมูลของ APHIS ดินสามารถเป็นช่องทางพาสิ่งมีชีวิตอันตรายหลากหลายชนิดเล็ดลอดเข้ามาได้ง่าย ๆ ซึ่งการตรวจสอบที่ด่านชายแดนอาจตรวจจับไม่ทัน ทาง Dragon Courier จึงจัดส่งต้นไม้แบบ bare-root โดยห่อด้วยสแฟกนัมมอสใหม่ ในการจัดส่งต้นไม้ทุกครั้งที่ทำ
ศัตรูพืชกักกัน คือความเสี่ยงเฉพาะเจาะจงที่เอกสารทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นมีไว้เพื่อคัดกรองหา ตาม ISPM No. 5 อีกครั้ง
ISPM ฉบับที่ 5 ได้ให้คำนิยามของศัตรูพืชกักกัน (quarantine pest) เอาไว้ว่า หมายถึงศัตรูพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการถูกคุกคามจากศัตรูพืชชนิดนั้น โดยที่ยังไม่มีการแพร่ระบาดในพื้นที่นั้นเลย หรือมีอยู่บ้างแล้วแต่ยังไม่แพร่กระจายเป็นวงกว้าง และกำลังถูกควบคุมอย่างเป็นทางการอยู่
ใบรับรองสุขอนามัยพืช (phytosanitary certificate) เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าต้นไม้ออกจากประเทศไทยไปโดยไม่มีปัญหาอะไรติดไปด้วย ส่วนใบอนุญาตนำเข้า และในกรณีที่ต้องมีการกักกันหลังนำเข้า (post-entry quarantine) ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าประเทศปลายทางได้ตรวจสอบซ้ำอีกครั้งหลังจากที่ต้นไม้เดินทางไปถึงแล้ว
ใบรับรองสุขอนามัยพืช หรือ Phytosanitary Certificate ใบนี้ออกและกำกับดูแลโดยกรมวิชาการเกษตร ส่วนจังหวะที่มันจะมามีผลกับการส่งออกจริง ๆ ก็คือ ก่อนส่งออก ต้องแนบเอกสารนี้ติดไปกับกล่องสินค้าด้วย
HS code (พิกัดศุลกากร) ในหมวดพืช คนที่ออกและบังคับใช้ก็คือ ศุลกากร ทั้งฝั่งต้นทางและปลายทาง ส่วนจุดที่มันจะสร้างปัญหาให้กับสินค้าที่ส่งออกก็คือ เรื่องการจัดประเภทพิกัดศุลกากร ซึ่งจะถูกตรวจสอบทุกครั้งที่ผ่านด่านชายแดน
ใบอนุญาตนำเข้า ผู้ที่ออกและบังคับใช้ก็คือ รัฐบาลปลายทาง ส่วนจุดที่ส่งผลกระทบในการขนส่งนั้น ก็คือ ตอนที่ผ่านพิธีการตรวจปล่อยเมื่อสินค้าถึงปลายทาง
CITES (ภาคผนวก I, II, III) หน่วยงานที่ออกกฎและบังคับใช้ คือรัฐบาลทั้งสองฝ่าย โดยขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์นั้น ๆ เป็นหลัก ส่วนจุดที่มันจะเข้ามาเล่นงานสินค้าในชิปเมนต์ก็คือ เฉพาะตอนที่ชนิดพันธุ์นั้นอยู่ในบัญชีรายชื่อเท่านั้น
การกักกันหลังนำเข้า หรือ Post-entry quarantine หน่วยงานที่ออกกฎและบังคับใช้เรื่องนี้คือ APHIS ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะใช้เฉพาะกับพืชหรือสัตว์บางชนิดเท่านั้น ส่วนจุดที่มันจะมากระทบกับสินค้าที่ขนส่งมาก็คือ หลังจากผ่านพิธีการศุลกากรแล้ว ก็ยังต้องมีช่วงเวลาปลูกอีกระยะหนึ่ง
ผู้นำเข้าตามกฎหมาย (importer of record) หน่วยงานที่ออกกฎหรือบังคับใช้เรื่องนี้ คือ กรมศุลกากรปลายทาง ส่วนจุดที่มันเข้ามาเกี่ยวข้องในการขนส่งสินค้าก็คือ มันเป็นตัวกำหนดว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมายในการยื่นเอกสารศุลกากร
Bare-root ใครเป็นคนออกกฎหรือคอยบังคับใช้เรื่องนี้ ก็คือกฎด้านสุขอนามัยพืชของประเทศปลายทาง ส่วนจุดที่มักมีปัญหาในการขนส่งก็คือ วิธีการห่อรากนั่นเอง
ศัตรูพืชกักกัน ใครเป็นผู้ออกหรือบังคับใช้ หน่วยงานคุ้มครองพันธุ์พืชแห่งชาติ จุดที่มันโจมตีในสินค้าที่ขนส่ง คือความเสี่ยงที่ใบรับรองทุกใบข้างต้นถูกตรวจสอบเพื่อคัดกรอง
วิธีที่ Dragon Courier จัดการกับเรื่องนี้
Dragon Courier เป็นผู้ยื่นใบรับรองสุขอนามัยพืช (phytosanitary certificate) และเอกสาร CITES ให้ในกรณีที่พันธุ์พืชนั้นต้องใช้เอกสารดังกล่าว โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับตลาดหลัก ๆ อย่างสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ใบอนุญาตนำเข้าที่ Dragon Courier มีอยู่ในมือนั้นครอบคลุมพันธุ์พืชที่จัดส่งไปยังแต่ละตลาดอยู่แล้ว ลูกค้าจึงไม่ต้องไปยื่นขอใบอนุญาตนำเข้าเองโดยตรง
ต้นไม้ทุกต้นจะจัดส่งแบบรากเปล่า (bare-root) ห่อด้วยมอสสแฟกนัมสด ขนส่งด้วยเส้นทางที่ควบคุมอุณหภูมิตลอดเส้นทางตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และเลือกใช้เที่ยวบินที่เร็วที่สุดที่มีให้บริการ หากสินค้าถูกกักไว้ที่ด่านศุลกากร ทาง Dragon Courier จะประสานงานโดยตรงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง USDA และผู้ขายต้นไม้ในประเทศไทยเพื่อดำเนินการให้สินค้าผ่านออกมาได้ ซึ่งความล่าช้าลักษณะนี้เกิดขึ้นได้ยาก เพราะโดยทั่วไปการตรวจปล่อยสินค้าจะเสร็จสิ้นภายในวันเดียวกับที่นำสินค้าไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่
ระยะเวลาจัดส่งโดยทั่วไปอยู่ที่สองถึงสี่วันทำการ ขึ้นอยู่กับตลาดปลายทาง ส่วนพันธุ์พืชที่ยังไม่อยู่ในใบอนุญาตนำเข้าปัจจุบัน หรือมีข้อจำกัดเฉพาะของแต่ละประเทศ ควรตรวจสอบกับทีมงานก่อนทำการจองทุกครั้ง และหากมีคำถามอื่น ๆ เกี่ยวกับการจัดส่งต้นไม้ สามารถดูคำตอบเพิ่มเติมได้ที่หน้า FAQ
เกี่ยวกับ Dragon Courier
Dragon Courier คือบริษัทขนส่งพัสดุระหว่างประเทศ มีฐานอยู่ที่กรุงเทพฯ ให้บริการจัดส่งจากประเทศไทยไปยังปลายทางกว่า 200 แห่งทั่วโลก ธุรกิจนี้เริ่มต้นมาจากงานตัดเย็บเสื้อผ้าเมื่อ 30 ปีก่อน และบริหารงานโดยทีมผู้บริหารชุดเดิมมาตลอดแทบทั้งช่วงเวลานั้น มาถึงวันนี้ มีปริมาณการจัดส่งมากกว่า 20,000 ชิ้นต่อเดือน ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากรและภาษีต่าง ๆ ในตลาดหลัก ๆ เรียบร้อยแล้ว
คำถามที่พบบ่อย
ใบรับรองสุขอนามัยพืช หรือ phytosanitary certificate คืออะไร แล้วใครเป็นผู้ออกให้กับสินค้าที่ส่งออกจากประเทศไทย
นี่คือเอกสารที่กรมวิชาการเกษตรของไทยออกให้ก่อนการส่งออก ผ่านระบบ e-Phyto เพื่อยืนยันว่าพืชที่ส่งออกนั้นเป็นไปตามข้อกำหนดเรื่องศัตรูพืชและโรคพืชของประเทศปลายทาง ทาง Dragon Courier จะจัดเตรียมเอกสารนี้ให้กับการส่งพืชทุกครั้ง และถ้าเป็นการส่งไปสหรัฐอเมริกากับสหราชอาณาจักร ทางบริษัทจะจัดการเรื่องนี้ให้ฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย
ใบอนุญาต CITES กับใบอนุญาตนำเข้า สองอย่างนี้ต่างกันตรงไหน
CITES จะบังคับใช้เฉพาะกับสายพันธุ์ที่อยู่ในบัญชีคุ้มครองของมันเท่านั้น และครอบคลุมความเสี่ยงด้านการค้าเฉพาะของสายพันธุ์นั้น ๆ ส่วนใบอนุญาตนำเข้านั้นครอบคลุมกว้างกว่า เพราะเป็นการอนุญาตทั่วไปของประเทศปลายทางสำหรับการนำพืชเข้าประเทศ ซึ่งต้องมีไม่ว่าสายพันธุ์นั้นจะอยู่ในบัญชี CITES หรือไม่ก็ตาม ดังนั้นการขนส่งแต่ละครั้งอาจต้องใช้เอกสารทั้งสองอย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ต้องใช้เลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และตลาดนั้น ๆ
การซื้อต้นไม้จากผู้ขายในต่างประเทศ ทำให้ผู้ซื้อกลายเป็นผู้นำเข้าตามกฎหมายหรือเปล่า
ใช่ครับ กรณีนี้ใช้ได้กับการซื้อแบบส่วนตัวที่ผู้ซื้อเคลียร์พิธีการเองโดยตรง สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ หรือ U.S. Customs and Border Protection จะถือว่าผู้นำเข้าที่ขึ้นทะเบียนไว้ (importer of record) เป็นผู้รับผิดชอบต่อการนำเข้าและภาษีที่ต้องชำระทั้งหมด ส่วนลูกค้าที่ส่งออกต้นไม้กับ Dragon Courier นั้นไม่ต้องแบกรับบทบาทนี้ เพราะทางบริษัทจัดการเรื่องใบอนุญาตและพิธีการศุลกากรให้เป็นส่วนหนึ่งของบริการอยู่แล้ว
การกักกันพืชหลังนำเข้า (post-entry quarantine) นี่ ต้องใช้กับพืชทุกต้นที่ส่งเข้าไปยังสหรัฐอเมริกาเลยหรือเปล่า
ไม่ใช่ค่ะ กฎนี้ใช้บังคับเฉพาะกับพืชกลุ่มเสี่ยงสูงบางชนิดที่ระบุชื่อไว้ใน Plants for Planting Manual ของ APHIS เท่านั้น ไม่ได้ใช้กับการขนส่งพืชโดยทั่วไปแต่อย่างใด และในกรณีที่กฎนี้บังคับใช้ ระยะเวลาการเพาะปลูกตามข้อกำหนดของรัฐบาลกลางโดยทั่วไปจะอยู่ที่สองปี ส่วนเมล็ดพันธุ์นั้นได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดนี้ทั้งหมด
ทำไมพืชถึงถูกจัดส่งแบบรากเปล่า ไม่ห่อดินมาด้วย
ดินเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ถูกห้ามนำเข้าพร้อมกับต้นไม้ในตลาดอย่างสหรัฐอเมริกา และถูกควบคุมด้วยกฎกักกันโรคของตัวเอง เพราะดินสามารถพาแมลงศัตรูพืชและเชื้อโรคติดไปด้วยได้โดยที่การตรวจสอบอาจตรวจไม่พบ ด้วยเหตุนี้ Dragon Courier จึงขนส่งต้นไม้แบบรากเปล่า ห่อด้วยมอสสแฟกนัมสดใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดนี้ในทุกตลาดที่ให้บริการ
ผู้ติดต่อและการหลุดหาย
เอาแค่ว่าในกล่องมีอะไรและจะส่งไปที่ไหน แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับขอใบเสนอราคาแล้ว ติดต่อได้ที่ออฟฟิศ +66 2656 9019 หรือทาง WhatsApp และ LINE ที่ +66 6-5937-0812 หรืออีเมล info@dragoncourier.com
การส่งของทำได้จนถึงเวลา 17:00 น. ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ โดยส่งได้ที่สำนักงานกรุงเทพฯ ย่านสุขุมวิท ซอย 4 (อาคาร Crystal Garden เลขที่ 217/3 ชั้น 3 คลองเตย 10110) หรือที่สำนักงานเชียงใหม่ บนถนนเวียงบัว ส่วนถ้าต้องการให้ไปรับถึงที่ ก็สามารถนัดหมายวันและเวลาที่สะดวกได้ทั้งในกรุงเทพฯ และพัทยา
กำลังส่งของจากประเทศไทยใช่ไหม
บอกเราว่าคุณจะส่งอะไรและไปที่ไหน แล้วเราจะติดต่อกลับพร้อมราคาและระยะเวลาที่เหมาะสม
ขอใบเสนอราคา


