
พัสดุจะติดค้างอยู่ที่ด่านศุลกากรก็ไม่ใช่เพราะของที่อยู่ข้างในหรอก แต่มันติดเพราะสิ่งที่เขียนอยู่บนกล่องต่างหาก อย่างช่องรายละเอียดสินค้าที่กรอกไว้แค่ "clothes" หรือ "gift" ส่วนช่องมูลค่าก็ใส่เป็นตัวเลขกลม ๆ โดยไม่มีสกุลเงินกำกับเลยด้วยซ้ำ ทำให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรต้องมานั่งตีราคาสินค้าที่ตัวเองยังระบุไม่ได้ชัดเจนว่าคืออะไรกันแน่ แค่บรรทัดเดียวตรงนี้แหละที่ทำให้ต้องเสียเวลาไปหลายวัน บางทีถึงขั้นถูกตีกลับพัสดุเลยก็มี
Dragon Courier บริษัทขนส่งจากกรุงเทพฯ ที่ส่งของจากไทยไปมากกว่า 200 ปลายทางทั่วโลก รับส่งทั้งเสื้อผ้าสำเร็จรูปและสินค้าทั่วไป และเอกสารที่แนบไปกับกล่องนี่แหละที่เป็นตัวตัดสินว่าของจะผ่านศุลกากรได้เร็วแค่ไหน บทความนี้จะพาไปดูว่าใบขนสินค้าและใบกำกับสินค้า (commercial invoice) สำหรับการส่งของจากประเทศไทยต้องระบุอะไรบ้าง ทีละช่องทีละรายการ พร้อมทั้งอธิบายว่ากระบวนการทำงานของ Dragon Courier สอดคล้องกับเรื่องนี้อย่างไร
สิ่งที่ใบสำแดงศุลกากรทางไปรษณีย์ต้องกรอกมีอะไรบ้าง
ใบสำแดงศุลกากรที่ติดอยู่บนพัสดุระหว่างประเทศ จะระบุรายละเอียดของสิ่งที่อยู่ข้างในอย่างชัดเจน ทั้งมูลค่า และประเทศต้นทางของสินค้า เพื่อให้ศุลกากรสามารถกำหนดอัตราภาษีได้ตั้งแต่ก่อนที่กล่องจะข้ามพรมแดน โดยไม่ต้องเปิดกล่องออกมาดูเลยด้วยซ้ำ
พัสดุทุกชิ้นที่ส่งออกทางไปรษณีย์ ต้องแนบเอกสารอย่างใดอย่างหนึ่งในสองแบบที่จัดทำขึ้นโดยสหภาพไปรษณีย์สากล (Universal Postal Union) นั่นคือ CN22 สำหรับของที่มีมูลค่าต่ำ และ CN23 สำหรับของที่มีมูลค่าสูงกว่านั้น ทาง USPS ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการไปรษณีย์ที่ออกเอกสารนี้ ได้แจ้งกับผู้ส่งไว้ว่ารายละเอียดที่กรอกนั้นจะต้องเป็นแบบนี้
พรอมต์ที่ใช้คือ "detailed, clear, and specific"
USPS เตือนไว้ว่า ถ้ากรอกแบบฟอร์มไม่ถูกต้อง ประเทศปลายทางอาจตีกลับพัสดุ ทิ้งพัสดุ หรือทำลายพัสดุนั้นทิ้งไปเลยก็ได้
ที่มา: International Customs Forms, USPS, usps.com
การส่งของแบบ courier ก็ทำงานด้วยหลักการเดียวกันนี้ เพียงแต่ใช้เอกสารคนละแบบ นั่นคือใบกำกับสินค้าเพื่อการพาณิชย์ หรือ commercial invoice ซึ่งจะถูกตรวจสอบโดยศุลกากรปลายทางก่อนที่จะมีการมอบหมายคนขับด้วยซ้ำ
สิ่งที่ต้องระบุไว้ในใบกำกับสินค้า
ใบกำกับสินค้าเพื่อการค้า หรือ Commercial Invoice คือเอกสารที่ศุลกากรใช้คำนวณภาษีนำเข้า และปล่อยสินค้าออกจากด่านได้โดยไม่ต้องเปิดตรวจสอบจริง
กฎศุลกากรของสหรัฐฯ ระบุไว้ชัดเจนว่าบนกล่องต้องมีอะไรบ้าง
กฎศุลกากรของสหรัฐฯ กำหนดไว้ว่า สินค้าต้องมีคำอธิบายอย่างละเอียด ทั้งชื่อที่ใช้เรียกสินค้าแต่ละชิ้น และเกรดหรือคุณภาพของสินค้านั้นด้วย
"The purchase price of each item in the currency of the purchase"
นอกจากนี้ กฎระเบียบยังกำหนดด้วยว่า ค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับสินค้า จะต้องแจกแจงเป็นรายการ ทั้งชื่อและจำนวนเงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าคอมมิชชั่น
นอกจากนี้ กฎระเบียบดังกล่าวยังกำหนดให้ต้องระบุประเทศต้นทางของสินค้าด้วย
ที่มา: 19 CFR 141.86, Code of Federal Regulations, law.cornell.edu
องค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization) ซึ่งเป็นผู้กำหนดมาตรฐานสากลที่อยู่เบื้องหลังกฎข้อนี้ ได้แจ้งไปยังหน่วยงานศุลกากรของประเทศสมาชิกให้เลิกเรียกร้องลายเซ็นบนใบกำกับสินค้าแล้ว
ข้อเสนอแนะขององค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization) ระบุไว้ว่า หน่วยงานศุลกากรของประเทศสมาชิกไม่ควรกำหนดให้ต้องมีลายเซ็นบนใบกำกับสินค้าทางการค้า (commercial invoice) ที่ยื่นประกอบการสำแดงสินค้า เพื่อวัตถุประสงค์ทางศุลกากร
ที่มา: Recommendation on the Acceptance of Commercial Invoices, World Customs Organization, wcoomd.org
ชื่อผู้ขายและผู้ซื้อ วันที่ในใบแจ้งหนี้ และ Incoterm คือส่วนที่ทำให้ข้อมูลชุดนี้ครบถ้วน โดย Incoterm นี่แหละที่เป็นตัวกำหนดว่าใครต้องรับผิดชอบค่าภาษีนำเข้า ถ้าเป็น DDP หรือ Delivered Duty Paid ผู้ส่งจะต้องแบกรับค่าภาษีและค่าธรรมเนียมทั้งหมดตั้งแต่ก่อนที่กล่องจะออกเดินทาง แต่ถ้าช่อง Incoterm ถูกปล่อยว่างไว้ ผู้รับก็จะถูกเรียกเก็บเงินตอนของมาถึงแทน
พิกัดศุลกากร หรือ HS code ตัวนี้แหละ เป็นตัวกำหนดว่าเราต้องเสียภาษีนำเข้าเท่าไหร่
รหัส Harmonized System หรือรหัส HS ก็คือตัวเลข 6 หลักที่ใช้จัดหมวดหมู่สินค้าทุกชนิดที่มีการซื้อขายกัน ให้ไปอยู่ในหมวดใดหมวดหนึ่งจากทั้งหมดราว 5,000 หมวด และนี่คือข้อมูลเพียงช่องเดียวที่เป็นตัวกำหนดว่าพัสดุแต่ละชิ้นจะต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราเท่าไหร่
องค์การศุลกากรโลกอธิบายไว้ว่า ระบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonized System) นั้นประกอบไปด้วยกลุ่มสินค้ามากกว่า 5,000 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะมีรหัสประจำตัวเป็นตัวเลข 6 หลัก ซึ่งถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระบบ ทั้งในเชิงกฎหมายและเชิงตรรกะ
ที่มา: What is the Harmonized System, World Customs Organization, wcoomd.org
กว่า 200 ประเทศทั่วโลกใช้ตัวเลข 6 หลักชุดเดียวกันนี้เป็นฐานในการตั้งพิกัดภาษี จากนั้นหน่วยงานศุลกากรของแต่ละประเทศปลายทางก็จะเติมตัวเลขเพิ่มอีก 2 ถึง 4 หลักต่อท้าย เพื่อใช้เป็นพิกัดของตัวเองโดยเฉพาะ
ในคู่มือของฝั่งสหราชอาณาจักรเขาระบุไว้ว่า ทั่วโลกใช้กันจริง ๆ แค่เลขหกหลักแรกเท่านั้น
ที่มา: Finding commodity codes for imports or exports, gov.uk
ชุดสูทขนสัตว์ตัดเสื่อสำหรับผู้ชาย ซึ่งเป็นสินค้าประเภทที่บริการตัดเย็บของ Dragon Courier ส่งออกจากประเทศไทย ถูกจัดอยู่ภายใต้รหัส HTS 6203.11.60.00 เสียภาษีทั่วไปที่ 17.5% ส่วนเสื้อยืดผ้าฝ้ายอยู่ภายใต้รหัส HTS 6109.10.00 เสียภาษีประมาณ 16.5% ในขณะที่ของเล่นหรือโมเดลจำลองอยู่ภายใต้รหัส HTS 9503.00.00 ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ในหมวดนี้ผ่านศุลกากรสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียภาษีเลย สินค้าสามชนิด ตัวเลขสามชุด บิลสามใบ แค่จัดผิดหมวดหมู่เพียงครั้งเดียว ก็ทำให้สินค้าทั้งล็อตถูกจัดประเภทใหม่หมด ก่อนที่ศุลกากรจะยอมปล่อยของออกมาได้
ที่มา: Harmonized Tariff Schedule, USITC, hts.usitc.gov
ทำไมคำบรรยายที่คลุมเครือถึงทำให้พัสดุส่งไม่ถึงมือผู้รับ
คำอธิบายที่คลุมเครือเกินไปนี่แหละ ทำให้พัสดุถูกดึงไปตรวจสอบด้วยมือ เพราะศุลกากรไม่สามารถคิดอัตราภาษีจากคำคำเดียวที่ตีความได้เป็นสินค้าตั้งห้าอย่างได้เลย
ประกาศจากศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (US Customs and Border Protection) ระบุไว้ว่า ห้ามสำแดงสินค้าด้วยคำอธิบายกว้าง ๆ ที่สามารถหมายถึงสินค้าได้หลายประเภท เช่น คำว่า caps, frames หรือ machinery
ที่มา: CSMS #62490006, US Customs and Border Protection, cited in a C.H. Robinson trade advisory, chrobinson.com
การแก้ไขปัญหานี้ ใช้หลักการเดียวกันทุกครั้ง "Clothes" ต้องเปลี่ยนเป็น "men's two-piece wool suit, tailored." ส่วน "Gift" ต้องเปลี่ยนเป็นชื่อสินค้าจริงพร้อมมูลค่าของมัน เพราะศุลกากรคิดภาษีจากสิ่งที่อยู่ในกล่อง ไม่ได้คิดจากโอกาสที่ส่งของนั้นไป และ "Electronics" ก็ต้องเปลี่ยนเป็นชื่อสินค้าที่ระบุชัดเจน เช่น "wireless Bluetooth headphones." สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรช่วยพัสดุที่ศุลกากรดึงไว้ตรวจสอบแล้วได้เลย พัสดุที่ติดอยู่ในขั้นตอนนั้น ต้องแก้ด้วยวิธีเดียวกันแต่กลับด้าน คือต้องมีใบกำกับสินค้าฉบับแก้ไขที่ระบุรายละเอียดตามจริง ยื่นเข้าไปก่อน ศุลกากรถึงจะยอมปล่อยของให้เคลื่อนต่อ
มูลค่าที่แจ้งไว้ ไม่ใช่มูลค่าที่เอาประกันไว้
มูลค่าที่ระบุในใบอินวอยซ์ คือ ตัวเลขที่ศุลกากรใช้คำนวณภาษีนำเข้า ซึ่งเป็นคนละตัวเลขกับมูลค่าที่บริษัทประกันใช้คำนวณเงินชดเชย ในกรณีที่พัสดุสูญหาย
กฎการประเมินราคาศุลกากรของ WTO กำหนดให้ "มูลค่าธุรกรรม" (transaction value) หมายถึงราคาที่จ่ายจริงหรือที่จะต้องจ่าย นั่นก็คือ ยอดเงินทั้งหมดที่ผู้ซื้อจ่ายหรือจะต้องจ่ายให้กับผู้ขาย หรือเพื่อประโยชน์ของผู้ขาย สำหรับสินค้าที่นำเข้านั่นเอง
ที่มา: Customs Valuation Agreement, World Trade Organization, wto.org
ศุลกากรก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามกับราคานั้นได้เหมือนกัน
ตามกฎขององค์การการค้าโลก หรือ WTO นั้น ยังให้สิทธิ์กับหน่วยงานศุลกากรด้วยว่า สามารถตรวจสอบได้ว่าคำแถลง เอกสาร หรือคำสำแดงใด ๆ นั้นเป็นความจริงหรือถูกต้องหรือไม่
ที่มา: Customs Valuation, Technical Information, World Trade Organization, wto.org
ใบกำกับสินค้าที่ลดมูลค่าลงเพื่อให้เสียภาษีศุลกากรน้อยลง มีแต่จะยิ่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเข้ามาจับตา และสุดท้ายพอพัสดุถูกกักไว้พร้อมกับต้องแก้ใบกำกับสินค้าใหม่ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็สูงกว่าภาษีที่ตั้งใจจะประหยัดตั้งแต่แรกเสียอีก
ส่วนเรื่องประกันภัยนั้นก็เป็นตัวเลขคนละชุดกันไปเลย ประกันของ Dragon Courier จะคุ้มครองกรณีของสูญหาย ตามมูลค่าที่ผู้ส่งเป็นคนแจ้งเองตอนจองส่งของ และตัวเลขนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับมูลค่าศุลกากรที่ระบุอยู่ในใบอินวอยซ์เลย
การส่งออกสินค้าจากประเทศไทย ศุลกากรเรียกขออะไรบ้าง
การส่งออกสินค้าจากประเทศไทยนั้น เริ่มต้นด้วยการจัดทำใบกำกับสินค้าและบัญชีรายการบรรจุหีบห่อ ก่อนจะยื่นเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมศุลกากร เพื่อให้กล่องสินค้านั้นได้รับการตรวจปล่อยให้ส่งออกไปได้
กฎของไทยกำหนดไว้ว่า ในกรณีที่เป็นการส่งออกสินค้าควบคุม ผู้ส่งออกต้องมีใบอนุญาตส่งออก หรือเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้
ที่มา: Procedures and Documentary Requirement, Thailand National Trade Repository, thailandntr.com
การส่งของส่วนใหญ่ในเชิงพาณิชย์นั้น ใช้แค่ใบกำกับสินค้ากับบัญชีรายการบรรจุหีบห่อก็เพียงพอแล้ว ส่วนใบอนุญาตส่งออกจะใช้เฉพาะกับสินค้าบางประเภทที่ถูกจำกัดไว้ ซึ่งขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้พิจารณา ไม่ว่าจะเป็น อย. ไปจนถึงกระทรวงอุตสาหกรรม จากนั้นระบบก็จะแยกใบขนสินค้าออกเป็นสองช่องทาง คือ ช่องเขียว สำหรับการตรวจปล่อยแบบอัตโนมัติ กับ ช่องแดง สำหรับกรณีที่ต้องมีการตรวจสอบ
รายการเอกสารที่ต้องเตรียม
เก้าฟิลด์นี้แหละ ที่แบกความเสี่ยงส่วนใหญ่เอาไว้ ในใบกำกับสินค้าเชิงพาณิชย์ สำหรับการส่งของออกจากประเทศไทย
รายละเอียดของสินค้า สิ่งที่ต้องใส่ตรงนี้ก็คือ วัสดุที่ใช้ทำ ชื่อของสินค้า และการใช้งานของสินค้าชิ้นนั้น ส่วนข้อผิดพลาดที่ทำให้พัสดุถูกระงับก็คือ "Gift" หรือ "clothes" โดยไม่มีอย่างอื่นเพิ่มเติม
HS code คือรหัสฮาร์โมไนซ์ 6 หลักที่ใช้ระบุประเภทของสินค้า ข้อผิดพลาดที่ทำให้พัสดุติดปัญหา คือการใส่ผิดหมวด ซึ่งจะทำให้ต้องคำนวณภาษีนำเข้าใหม่ทั้งหมด
จำนวนและหน่วยนับ ตรงนี้ต้องใส่อะไรบ้าง ก็คือจำนวนชิ้นของสินค้าพร้อมหน่วยวัดที่ใช้ ส่วนข้อผิดพลาดที่จะทำให้พัสดุถูกระงับก็คือการปล่อยว่างไว้ หรือการเขียนรวมกันเป็นก้อนแบบ "1 lot"
มูลค่าต่อหน่วยและมูลค่ารวม สิ่งที่ต้องกรอกตรงนี้ คือ ราคาที่จ่ายจริงต่อชิ้น เป็นสกุลเงินตามใบกำกับสินค้า ส่วนข้อผิดพลาดที่ทำให้พัสดุถูกระงับ คือ การใส่ตัวเลขกลม ๆ โดยไม่ระบุสกุลเงิน
สกุลเงิน ช่องนี้ให้ใส่รหัส ISO ของสกุลเงินที่ใช้ในใบแจ้งหนี้ ถ้าปล่อยว่างไม่กรอกสกุลเงิน จะเป็นข้อผิดพลาดที่ทำให้พัสดุถูกระงับทันที เพราะศุลกากรจะเข้าใจเอาเองว่าเป็นสกุลเงินที่ผิด
ประเทศต้นทาง หรือ Country of origin นั้น สิ่งที่ต้องกรอกลงไปก็คือ สถานที่ที่สินค้าถูกผลิตขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่สถานที่ที่จัดส่งออกมา ส่วนข้อผิดพลาดที่ทำให้พัสดุถูกระงับก็คือ การเข้าใจผิดเอาประเทศไทยไปใส่เป็นประเทศส่งออกแทน
รายละเอียดผู้ส่งและผู้รับ ตรงนี้ต้องใส่อะไรบ้าง คือ ชื่อ-นามสกุลเต็ม ที่อยู่ และเบอร์ติดต่อของทั้งสองฝ่าย ส่วนข้อผิดพลาดที่ทำให้พัสดุถูกระงับได้ ก็คือการไม่กรอกเบอร์โทรศัพท์ หรือใส่ที่อยู่ไม่ครบนั่นเอง
Incoterm คือ เงื่อนไขการส่งมอบสินค้าที่ระบุว่าใครเป็นคนจ่ายภาษีนำเข้า ส่วนข้อผิดพลาดที่ทำให้พัสดุติดด่านก็คือ ปล่อยช่องนี้ว่างไว้ ซึ่งจะทำให้ผู้รับถูกเรียกเก็บเงินโดยอัตโนมัติทันทีที่พัสดุมาถึง
เหตุผลในการส่งออกสินค้า สิ่งที่ต้องกรอกตรงนี้ก็คือ เป็นการขาย ของขวัญ ตัวอย่างสินค้า หรือการตีคืนสินค้า ส่วนข้อผิดพลาดที่ทำให้พัสดุถูกระงับก็คือ การปล่อยช่องนี้ว่างไว้ ซึ่งจะถูกระบบมองว่าเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ที่ไม่มีหลักฐานยืนยันมูลค่า
วิธีที่ Dragon Courier จัดการกับเรื่องนี้
Dragon Courier ต้องใช้ข้อมูลแค่ไม่กี่อย่างในการจองส่งของ ก็คือรายละเอียดของสิ่งที่อยู่ในพัสดุ พร้อมชื่อ ที่อยู่ และเบอร์ติดต่อของผู้รับ แค่นี้ก็ครบแล้ว และไม่ต้องสมัครสมาชิกใด ๆ ก็เริ่มใช้งานได้เลย ส่วนเรื่องใบแจ้งหนี้ Dragon Courier สามารถออกใบแจ้งหนี้ให้ได้ทุกแบบตามที่ลูกค้าต้องการ และสำหรับการเรียกเก็บเงิน ลูกค้าต้องชำระเงินก่อนทุกครั้ง ก่อนที่จะส่งออกพัสดุ
เมื่อพัสดุถูกส่งออกไปแล้ว ทาง Dragon Courier จะไม่สามารถเปลี่ยนที่อยู่ปลายทางให้ได้อีก เพราะฉะนั้นรายละเอียดต่าง ๆ จะต้องถูกตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อนที่กล่องจะเริ่มเดินทาง ทุกการจัดส่งจะมีประกันภัยครอบคลุมให้เสมอ ซึ่งคุ้มครองในกรณีของสูญหาย ตามมูลค่าที่ผู้ส่งเป็นคนแจ้งเอง ระบบติดตามพัสดุแบบ door to door จะเปิดให้ใช้งานตั้งแต่วันที่ส่งออก และสามารถแชร์ลิงก์ให้ผู้รับดูได้ด้วย พอส่งของถึงมือผู้รับเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีไฟล์ยืนยันการจัดส่งตามมาให้อีกที ส่วนรายละเอียดตลาดและบริการทั้งหมดแบบเต็ม ๆ ดูได้ที่หน้า FAQs ของ Dragon Courier ส่วนการจองคิวส่งของก็ทำได้ผ่านทางออฟฟิศหรือทาง WhatsApp
สินค้าบางประเภทนั้น ไม่สามารถส่งได้เลยด้วยซ้ำ ไม่มีทางได้ขึ้นใบขนส่งแต่อย่างใด อย่างเช่น Dragon Courier เองก็ไม่รับส่งของที่เกี่ยวกับศาสนา แบตเตอรี่ หรือของผิดกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงข้อจำกัดอื่น ๆ อีกด้วย
เกี่ยวกับ Dragon Courier
Dragon Courier คือบริษัทขนส่งพัสดุระหว่างประเทศ มีฐานอยู่ที่กรุงเทพฯ ให้บริการจัดส่งจากประเทศไทยไปยังปลายทางกว่า 200 แห่งทั่วโลก ธุรกิจนี้เริ่มต้นจากงานตัดเย็บเสื้อผ้าเมื่อ 30 ปีก่อน และดำเนินงานโดยทีมผู้บริหารชุดเดิมมาตลอดแทบทั้งช่วงเวลานั้น จนถึงวันนี้มียอดจัดส่งมากกว่า 20,000 ชิ้นต่อเดือน ครอบคลุมค่าภาษีศุลกากรและภาษีอื่น ๆ ในตลาดหลัก ๆ ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าเราเขียน "gift" ลงในใบสำแดงศุลกากร จะเกิดอะไรขึ้น
ศุลกากรจะคิดภาษีจากสิ่งที่อยู่ข้างในกล่อง ไม่ใช่จากเหตุผลที่ส่งของชิ้นนั้นไป คำที่กำกวมอย่าง "gift" หรือ "clothes" จะทำให้พัสดุถูกดึงไปตรวจสอบด้วยมือ เพราะศุลกากรไม่สามารถกำหนดอัตราภาษีจากคำอธิบายที่ตีความได้หลายแบบว่าเป็นสินค้าคนละชนิดกันได้
ต้องรู้ HS code เองไหม
ไม่ค่ะ เพราะ Dragon Courier จัดการเรื่องพิธีการศุลกากรให้เป็นส่วนหนึ่งของบริการอยู่แล้ว รวมถึงการจัดประเภทสินค้าด้วย สำหรับพัสดุทุกชิ้นที่ส่งออกจากประเทศไทย ส่วนข้อมูลที่ต้องใช้ในการจองก็มีแค่รายละเอียดของสิ่งของที่จัดส่ง กับชื่อ ที่อยู่ และเบอร์ติดต่อของผู้รับเท่านั้น
ความแตกต่างระหว่างมูลค่าที่แจ้งไว้กับมูลค่าที่ทำประกันนั้น คืออะไร
มูลค่าที่ระบุในใบกำกับสินค้า (invoice value) คือ ราคาที่ใช้ในการซื้อขายจริง ซึ่งศุลกากรจะนำไปใช้คำนวณภาษีนำเข้า ส่วนมูลค่าที่เอาประกัน (insured value) เป็นตัวเลขคนละส่วนที่ผู้ส่งเป็นคนกำหนดเองตอนจองส่งของ และตัวเลขนี้แหละที่จะเป็นตัวตัดสินว่า Dragon Courier จะจ่ายเงินประกันให้เท่าไรถ้าของหายระหว่างทาง ตัวเลขทั้งสองตัวนี้ถูกกำหนดขึ้นแยกจากกันคนละเงื่อนไขกันเลย
สามารถเปลี่ยนที่อยู่จัดส่งได้หรือไม่ หลังจากที่จองพัสดุไปแล้ว
ยังไม่ทันได้ส่งของออกไปด้วยซ้ำ ไม่ใช่หลังจากส่งแล้วนะครับ เพราะทาง Dragon Courier ไม่สามารถแก้ไขที่อยู่ได้อีกเลยหลังจากที่ของถูกส่งออกไปแล้ว ดังนั้นชื่อผู้รับ ที่อยู่ และเบอร์ติดต่อ ต้องตรวจสอบให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนที่กล่องจะออกจากคลัง ไม่ใช่มาตรวจทีหลัง
ใครเป็นคนจ่ายภาษีนำเข้าสำหรับการจัดส่งของ Dragon Courier
Dragon Courier คิดค่าส่งแบบรวมภาษีและอากรไว้แล้วในตลาดหลักของเขา ดังนั้นค่าธรรมเนียมที่จ่ายตอนจองก็ครอบคลุมสิ่งที่ศุลกากรเรียกเก็บตอนของมาถึงเรียบร้อยแล้ว ผู้รับปลายทางจึงไม่ต้องถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มอีก ซึ่งต่างจากการส่งของที่ออกไปโดยไม่มี Incoterm แบบจ่ายล่วงหน้าระบุไว้ในใบแจ้งหนี้
รายชื่อผู้ติดต่อและการดรอปออฟ
ของในกล่องมีอะไรบ้าง กับจะส่งไปที่ไหน แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับขอใบเสนอราคาแล้ว ติดต่อที่ออฟฟิศ +66 2656 9019 หรือทาง WhatsApp และ LINE ที่ +66 6-5937-0812 หรือส่งอีเมลมาที่ info@dragoncourier.com
สำหรับการดรอปออฟ (drop-off) นั้น เปิดรับถึงเวลา 17:00 น. ทุกวันจันทร์ถึงวันเสาร์ โดยสามารถนำมาส่งได้ที่สำนักงานกรุงเทพฯ บนถนนสุขุมวิท ซอย 4 (เลขที่ 217/3 อาคาร Crystal Garden ชั้น 3 คลองเตย 10110) หรือจะไปที่สำนักงานเชียงใหม่บนถนนเวียงบัวก็ได้เช่นกัน ส่วนใครที่สะดวกแบบให้ไปรับถึงที่ ก็สามารถนัดหมายบริการพิคอัพ (pickup) ได้ทั้งในกรุงเทพฯ และพัทยา โดยเลือกวันและเวลาที่เหมาะกับคุณเองได้เลย
กำลังส่งของจากประเทศไทยใช่ไหม
บอกเราว่าคุณจะส่งอะไรและไปที่ไหน แล้วเราจะติดต่อกลับพร้อมราคาและระยะเวลาที่เหมาะสม
ขอใบเสนอราคา


